การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
ธนาคารในฐานะเป็นตัวกลางในการจัดสรรเงินทุนให้ระบบเศรษฐกิจ จึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันธนาคาร โดยความร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานในภาคการเงินอื่นๆ ได้ริเริ่มนำแนวความคิดการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) มาผนวกในกลยุทธ์การทำธุรกิจ
ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

เป้าหมายของเรา
ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) (ธนาคาร) มุ่งมั่นในการบูรณาการประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าสู่กลยุทธ์ทางธุรกิจ กรอบการบริหารความเสี่ยง และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินของธนาคาร โดยสอดคล้องกับแนวทางกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้นำหลักการบริหารความเสี่ยงตามสัดส่วน มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับขนาด ความซับซ้อน และระดับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมของธนาคาร พร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมายระดับประเทศในการเป็นกลางทางคาร์บอน
ธนาคารบูรณาการประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ากับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ กรอบการบริหารความเสี่ยง และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่าด้วยการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศในธุรกิจสถาบันการเงิน โดยมีเป้าหมายเพื่อ:
ผลการดำเนินงาน

หลักการความเสี่ยงตามสัดส่วน
หลักการความเสี่ยงตามสัดส่วน หมายถึง การที่สถาบันการเงินควรดำเนินมาตรการจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เหมาะสมกับขนาดองค์กร ความซับซ้อนของธุรกิจ และระดับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ตนเผชิญ โดยไม่ใช้แนวทางแบบ “หนึ่งรูปแบบใช้กับทุกองค์กร” แต่ควรออกแบบกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับบริบทของตนเอง
การกำหนดหลักการนี้เพื่อ
- ทำให้ธนาคารสามารถนำแนวทางการจัดการความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศมาใช้ปฏิบัติตามแนวทางของธนาคาร ได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานเกินจำเป็นและไม่ก่อภาระเกินควร
- เพิ่มประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการควบคุมในเรื่องที่มีสาระสำคัญ
การนำหลักการความเสี่ยงตามสัดส่วนมาใช้ในธนาคารไทยเครดิต
ในฐานะที่ธนาคาร เป็นสถาบันการเงินขนาดกลาง ธนาคารจึงนำหลักการนี้มาใช้ โดยการจัดลำดับความสำคัญและปรับระดับของมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศ ให้เหมาะสมกับ :
- ขนาดและความซับซ้อนของธุรกิจ - ธนาคารมุ่งเน้นการบริหารความเสี่ยงในกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงในพอร์ตของธนาคาร
- สาระสำคัญของความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม - ธนาคารให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมและลูกค้าที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูงหรือมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ มากกว่าการใช้เกณฑ์เดียวกับลูกค้าทุกกลุ่ม
- ข้อจำกัดด้านทรัพยากร - ด้วยทรัพยากรที่จำกัด ธนาคารมุ่งเน้นที่ประเด็นสำคัญ เช่น นโยบายสินเชื่อ และการประเมินความเสี่ยง แล้วค่อย ๆ ขยายกรอบการบริหารในอนาคต "โดยมีแผนที่จะขยายขอบเขตการบริหารจัดการให้ครอบคลุมมิติอื่น ๆ ในอนาคตตามลำดับ"
หลักการความเสี่ยงตามสัดส่วนจะช่วยให้ธนาคารสามารถบูรณาการนโยบายการดำเนินธุรกิจ โดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของธนาคารแห่งประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ก่อให้เกิดภาระเกินความจำเป็นต่อการดำเนินงาน ด้วยการนำแนวทางการประเมินความเสี่ยง แบบแบ่งระดับ การพัฒนาการเงินสีเขียวที่มุ่งเป้าหมายชัดเจน และการกำกับดูแลที่สอดคล้องกับบริบทของธนาคารมาใช้ ธนาคารจะสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดได้อย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการรักษาประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ
ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ

ความท้าทาย
ปัจจัยเสี่ยงเรื่อง Climate Change โดยไทยได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านจากเอลนีโญ (El Nino) สู่ลานีญา (La Nina) ทำให้ภาคเกษตรกรรมได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำท่วมในหลาย ๆ พื้นที่ของประเทศไทย โดยความเสี่ยงการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ ความเสี่ยงจากผลกระทบทางกายภาพ (Physical Risk) เช่น ภัยธรรมชาติอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายโดยตรงต่อธนาคาร และห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) เช่น มาตรการภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อาจส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นของต้นทุนของธนาคาร และห่วงโซ่อุปทานตลอดจนความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ

โอกาส
ธนาคารได้ปรับปรุงระบบ Environment & Social Management System (ESMS) เพื่อรับมือความเสี่ยง รวมถึงการกำหนดนโยบายการให้สินเชื่อเพื่อสนับสนุนธุรกิจต่าง ๆ ที่มีนโยบายด้านความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Loan)
ปี 2568 เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงฟื้นตัวอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความท้าทายเชิงโครงสร้างและความเสี่ยงภายนอก ความสามารถในการปรับตัว การบริหารความเสี่ยง และการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพและศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
อีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ได้รับการศึกษา ติดตาม และมีความพยายามในการแก้ไขในระดับโลก คือประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งประเทศไทยได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนผ่านระหว่างปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) และลานีญา (La Niña) ส่งผลให้ภาคเกษตรกรรมและหลายพื้นที่ของประเทศเผชิญความเสียหายอย่างรุนแรง ทั้งจากภาวะภัยแล้งและอุทกภัย โดยเฉพาะน้ำท่วมซึ่งนับเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศไทย
การรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการปรับแนวทางการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน ผ่านการลงทุนและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ระบบบริหารจัดการน้ำ ระบบเตือนภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการจัดทำแผนรองรับภาวะฉุกเฉิน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงปารีส (Paris agreement)
แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า
ธนาคารไทยเครดิตตระหนักดีว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความเสี่ยงอย่างมากต่อสถาบันการเงินและสังคม เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของเราต่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ธนาคารได้บูรณาการการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเข้ากับโครงสร้างการกํากับดูแล กรอบความเสี่ยง และการดําเนินงานของธนาคาร กลยุทธ์ Net Zero โครงการจัดหาเงินทุนสีเขียวสําหรับ MSME / SMEs และ กำลังมีการดำเนินการประเมินผลกระทบ ESG สําหรับผู้ขายสินค้าและบริการให้กับธนาคาร ธนาคารกําลังดําเนินการเชิงรุกเพื่อจัดการกับความเสี่ยงทางกายภาพและความเสี่ยงเนื่องจากการเปลี่ยนแปลง ธนาคารยังคงมุ่งมั่นในความโปร่งใสและร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายเพื่อมีส่วนร่วมใน ระบบนิเวศทางการเงินที่ยั่งยืนในประเทศไทย ในปี 2023 ธนาคารฯ ได้ร่วมมือกับ International Financial Corporation (IFC) ในการนำแนวทาง Performance standards ของ IFC มาประยุกต์เป็นนโยบายสิ่งแวดล้อมและสังคม (Environment and Social Management System) ของธนาคารขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติของธนาคารในการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของลูกค้าสินเชื่อของธนาคาร ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าธนาคารฯ มีความตั้งใจที่จะพัฒนาการดำเนินงานในด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเพื่อประโยชน์สูงสุดของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
โดยธนาคารให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นอย่างยิ่งและมุ่งหวังในการที่จะนำแนวนโยบายการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาปรับใช้ในการประเมินผลกระทบทั้งโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมในกระบวนการตัดสินใจและการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ อันเป็นการสนับสนุนเป้าหมายของประเทศ ในการเปลี่ยนผ่านของระบบเศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และยกระดับการดำเนินการของธนาคารให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านความยั่งยืนในระดับสากล ดังนี้
โดยในการกำหนดและนำกลยุทธ์มาใช้ในการการปฏิบัติได้แก่
-
1ผนวกปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการกำหนดและทบทวนแผนกลยุทธ์ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk appetite) และแผนการดำเนินงานทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ตามระดับนัยสำคัญ (Materiality) ของผลกระทบที่อาจมีต่อธนาคารทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อนำไปสู่การปรับกระบวนการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งจัดให้มีการประเมินระดับความมีนัยสำคัญ (Materiality assessment) กับผู้ที่มีส่วนได้เสียอย่างรอบด้าน เพื่อใช้ประกอบการทบทวนกลยุทธ์ต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ ตามความจำเป็นหรืออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
-
2มีกระบวนการประเมินผลสัมฤทธิ์ของแผนการดำเนินงานตามกลยุทธ์ให้อยู่ในกรอบระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk appetite) ของธนาคาร รวมถึงมีการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จ เพื่อให้สามารถประเมินและติดตามความคืบหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรมและทันการณ์ เช่น การกำหนดเป้าหมายการให้สินเชื่อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในกรอบเวลาที่กำหนด หรือเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่อ้างอิงหลักวิทยาศาสตร์ (Science-based target)
-
3สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมโดยให้คำแนะนำ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน เพื่อความยั่งยืน ที่สร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าหรือคู่สัญญา ปรับกระบวนการดำเนินธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ผลิตภัณฑ์ทางการเงินสีเขียวเพื่อความยั่งยืน สินเชื่อและพันธบัตรสีเขียว และสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับ การดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability-linked loan) การสนับสนุนทางการเงินสำหรับพลังงานหมุนเวียน เป็นต้น เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม โดยอ้างอิงมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Green Taxonomy) ที่เป็นที่ยอมรับ เช่น ASEAN Taxonomy for Sustainable Finance หรือ Thailand Taxonomy รวมถึงอาจกำหนดให้มีกระบวนการออกหรือสอบทานผลิตภัณฑ์ทางการเงินโดยบุคคลที่ 3 เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนต่าง ๆ เพื่อป้องกันการฟอกเขียว (Greenwashing) ที่อาจเกิดขึ้น