สิทธิมนุษยชนและการไม่เลือกปฏิบัติ
การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
ธนาคารไทยเครดิตตระหนักว่าการเคารพสิทธิมนุษยชนคือรากฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เรายึดมั่นในการปฏิบัติตามหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) และหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) รวมถึงกฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่างเคร่งครัดโดยมุ่งสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยอมรับความแตกต่างและอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม (Diversity, Equity, and Inclusion: DEI) ภายใต้การเคารพในเกียรติ ศักดิ์ศรี และปราศจากการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นด้านเพศ อายุ เชื้อชาติ ศาสนา หรือสถานะทางสังคม ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ได้แก่
นอกจากนี้ ธนาคารยังดำเนินงานภายใต้กรอบ GRI 405 (Diversity and Equal Opportunity) และ GRI 406 (Non-discrimination) โดยมีการจัดทำระบบบริหารทรัพยากรบุคคลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการตัดสินใจด้านบุคลากรเป็นไปอย่างเท่าเทียมและไม่เลือกปฏิบัติ
ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง
การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและการไม่เลือกปฏิบัติของธนาคารไทยเครดิต เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสียหลายกลุ่มที่มีบทบาทร่วมกันในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพความเท่าเทียม ดังนี้

เป้าหมายของเรา
ธนาคารมีเป้าหมายในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในสิทธิมนุษยชนและความเสมอภาค โดยได้ดำเนินการดังนี้
ผลการดำเนินงานเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของธนาคารในการสร้างสถานที่ทำงานที่ปลอดภัย เคารพในความแตกต่าง และเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนเติบโตไปพร้อมกับองค์กรอย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว
แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า
ธนาคารไทยเครดิตดำเนินธุรกิจโดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนในทุกขั้นตอนของกระบวนการทำงาน ภายใต้แนวคิด “Everyone Matters – ทุกคนคือคนสำคัญ” ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อของธนาคารที่ว่าทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม และได้รับโอกาสในการพัฒนาอย่างเป็นธรรม
ธนาคารได้ให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติด้านแรงงานและการเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นธรรมเท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ ตามหลักการด้าน ความเสมอภาค ความหลากหลาย และ การมีส่วนร่วม (EDI – Equality, diversity and inclusion) ทั้งในด้านการจ้างงาน การจ่ายค่าตอบแทน การเลื่อนตำแหน่ง การฝึกอบรมและพัฒนาพนักงาน โดยไม่แบ่งแยกความแตกต่างของบุคคล หรือความแตกต่างด้านต่างๆ อาทิเช่น เพศ รสนิยมทางเพศ อายุ สถาบันการศึกษา ความพิการ เชื้อชาติ และศาสนา นอกจากนี้ธนาคารยังได้สนับสนุนการจ้างงานแก่กลุ่มผู้ด้อยโอกาสเพื่อสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และรายได้ที่มั่นคง ให้การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานในการปฏิบัติงานและการดำเนินธุรกิจของธนาคาร รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมที่เปิดกว้างเพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงการเป็นส่วนและเป็นส่วนหนึ่งขององค์การตามหลักการ ทุกคนคือคนสำคัญ ของธนาคาร ทั้งหมดนี้เพื่อทำให้ธนาคารและสังคมโดยรวมเติบโตแข็งแรงและมั่นคงตามวิสัยทัศน์และพันธกิจของธนาคารที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการมีส่วนร่วมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของประเทศและโลกต่อไป


ธนาคารได้กำหนด นโยบายสิทธิมนุษยชนและการไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินธุรกิจและการบริหารทรัพยากรบุคคล โดยนโยบายดังกล่าวครอบคลุมถึง
ในด้านการบริหารจัดการ ธนาคารมีการ บูรณาการหลักสิทธิมนุษยชนเข้ากับทุกกระบวนการบริหารงานบุคคล ตั้งแต่การสรรหา การประเมินผลการทำงาน ไปจนถึงการพัฒนาและรักษาบุคลากร เพื่อให้มั่นใจว่าทุกกระบวนการเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ นอกจากนี้ ธนาคารยังจัดให้มี ช่องทางรับฟังข้อร้องเรียน (Whistleblowing) สำหรับพนักงานและผู้มีส่วนได้เสียที่พบการกระทำอันอาจขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน พร้อมกลไกติดตามและตรวจสอบโดยคณะกรรมการธรรมาภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
แนวทางเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้าง “คุณค่าร่วม” (Shared Value) ระหว่างองค์กร พนักงาน และผู้มีส่วนได้เสีย ด้วยการสร้างสถานที่ทำงานที่ปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และให้โอกาสอย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนในระยะยาว
กระบวนการตรวจสอบและมาตรการคุ้มครอง
เพื่อให้พนักงานมีความมั่นใจในการให้ข้อมูล ธนาคารได้กำหนดมาตรการคุ้มครองที่เข้มงวดตามนโยบายปี 2568 ดังนี้
- การรักษาความลับสูงสุด: ข้อมูลผู้ร้องเรียนและรายละเอียดของเรื่องจะถูกปิดเป็นความลับ และจำกัดการเข้าถึงเฉพาะคณะทำงานตรวจสอบที่เกี่ยวข้องเท่านั้น
- การคุ้มครองสิทธิ: ธนาคารให้คำมั่นว่าผู้แจ้งเหตุโดยสุจริตจะได้รับการคุ้มครองจากการถูกกลั่นแกล้ง การลดตำแหน่ง การเลิกจ้าง หรือการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมในทุกรูปแบบ หากมีการฝ่าฝืน มาตรการลงโทษทางวินัยจะถูกนำมาใช้กับผู้กลั่นแกล้งทันที
- กระบวนการเยียวยาที่รวดเร็ว: เมื่อตรวจสอบพบข้อเท็จจริง ธนาคารจะดำเนินการแก้ไขและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม โดยมีการกำหนดระยะเวลาการแจ้งผลกลับให้ผู้ร้องเรียนทราบภายใน 30 วัน เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้


การบริหารจัดการและความรับผิดชอบต่อสังคมด้านแรงงาน
ในปี 2568 ธนาคารได้ยกระดับกระบวนการดูแลพนักงานเพื่อให้มั่นใจว่าเจตนารมณ์ด้านสิทธิมนุษยชนได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้
-
การประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านธนาคารบูรณาการการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนเข้ากับกระบวนการตัดสินใจ งบประมาณ และกลไกกำกับดูแลภายในเพื่อระบุและป้องกันผลกระทบเชิงลบต่อพนักงานและผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า
-
การคุ้มครองแรงงานและการส่งเสริมความเท่าเทียมธนาคารมีนโยบายชัดเจนในการปฏิเสธการบังคับใช้แรงงานทุกรูปแบบและการใช้แรงงานเด็กที่ผิดกฎหมาย พร้อมทั้งส่งเสริมสิทธิประโยชน์และความเท่าเทียมทางเพศ การสนับสนุนการจ้างงานผู้ทุพพลภาพ และการดูแลแรงงานสตรีให้ได้รับสิทธิที่เหมาะสม
-
การคุ้มครองพนักงานจากการล่วงละเมิดธนาคารให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพพนักงานเสมือนลูกค้า โดยประกาศใช้ “นโยบายคุ้มครองพนักงานจากการล่วงละเมิดโดยลูกค้า” เพื่อป้องกันการทำร้ายด้วยวาจา ลายลักษณ์อักษร หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์จากบุคคลภายนอก โดยมีการรายงานสรุปเหตุการณ์ (Incident Reporting) ต่อประธานเจ้าหน้าที่บริหารเป็นรายไตรมาสเพื่อวางมาตรการป้องกันเชิงรุก
การรับข้อร้องเรียนจากพนักงาน และผู้มีส่วนได้เสียภายนอก
ธนาคารรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากพนักงานอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคโดยมีช่องทางให้พนักงานสามารถแจ้งเรื่องหรือ คำแนะนำเพื่อให้ธนาคารดำเนินการแก้ไขหรือปรับปรุงการดำเนินงาน ซึ่งข้อร้องเรียนนั้นถึงผู้บริหารระดับสูงโดยตรง โดยมีแนวปฏิบัติในการรักษาความลับของผู้ให้ข้อมูลหรือผู้แจ้งข้อร้องเรียนตามกระบวนการคุ้มครองผู้ร้องเรียน ข้อร้องเรียนดังกล่าวจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการดำเนินการตามที่ได้กำหนดไว้ในนโยบายการรับเรื่องร้องเรียนการทุจริตและการกระทำผิด (Whistleblowing Policy)
ธนาคารได้ดำเนินการตามหลัก ESG ภายใต้นโยบาย Environment and Social Management System (ESMS) ธนาคารจึงได้เปิดช่องทางบน Website ของธนาคารเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอกสามารถร้องเรียนหรือรายงานเมื่อพบเห็นหรือทราบการดำเนินงานที่ไม่ถูกต้องหรือผิดปกติต่างๆให้ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารทราบเพื่อดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป
การส่งเสริมความเท่าเทียมและการสร้างโอกาสในสังคม
ธนาคารมุ่งสร้างโอกาสที่เท่าเทียมไม่เพียงแต่ภายในองค์กร แต่ขยายผลไปสู่การสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ผู้พิการและครอบครัว โดยในปี 2568 ธนาคารได้ให้สนับสนุนทางการเงินจำนวน 2.64 ล้านบาท ผ่านความร่วมมือกับกองทัพบกในการสนับสนุนดำเนินโครงการประกอบอาชีพเสริมเพิ่มรายได้แก่กำลังพลกองทัพบกที่ปลดพิการทุพพลภาพและครอบครัว จำนวน 22 โครงการ อีกทั้งยังร่วมกับสภากาชาดไทยในการสนับสนุนการจ้างงานผู้พิการอีกด้วย
นอกจากนี้ ธนาคารได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติต่อ "กลุ่มเปราะบาง" โดยกำหนดนิยามและวางมาตรการการบริการที่สอดคล้องกับนโยบายการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market Conduct) และการให้สินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Lending) เพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวจะเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างถูกต้อง เป็นธรรม และตรงตามความต้องการอย่างแท้จริง